[ หน้าแรก | ข้อมูลประวัติส่วนตัวโดยสังเขป | บทความที่น่าสนใจ | ทำไมผมจึงเรียนปริญญาโทด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ | ระบบงานติดตามหนังสือราชการ | ข้อมูลเตรียมทหารรุ่น ๑๓ | เหตุการณ์ที่น่าระทึกใจ ]

ทำไม ผมจึงเรียนปริญญาโทด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์

2.jpg (18696 bytes)

๑. ความเป็นมา
๒.
สาขาวิชาที่ศึกษา
๓.
งบประมาณที่ใช้
๔.
ความผิดหวัง
๕.
ความภูมิใจ
๖.
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

                


ความเป็นมา

                          หลังจากจบการศึกษาจาก รร.นายร้อย จปร. ได้รับปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต (วทบ.ทบ.)
ในปี พ.ศ.๒๕๒๐ ซึ่งเมื่อก่อนนี้ รร.นายร้อย จปร. ไม่ได้มีการมุ่งเน้นเฉพาะวิชาการด้านคอมพิวเตอร์ ดังหลักสูตร
ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ความจำเป็นจึงปรากฎขึ้นเมื่อย้ายเข้ามารับราชการที่กรมการสนเทศทหาร กองบัญชาการ
ทหารสูงสุด (เดิมใช้ชื่อว่า ศูนย์กรรมวิธีข้อมูล กองบัญชาการทหารสูงสุด) ในปี พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งเป็นหน่วย
ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะระบบคอมพิวเตอร์ของกองทัพไทย

                          บุคลากรของหน่วยงานนี้มีด้วยกัน ๓ ประเภท ดังนี้
            ๑. มีความรู้โดยเฉพาะด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี โดยสำเร็จการศึกษาโดยตรงในสายงาน
คอมพิวเตอร์
            ๒. มีความชำนาญเป็นการเฉพาะคอมพิวเตอร์ในแต่ละสาขา แต่ละเรื่อง ซึ่งอาจเกิดจากมีประสบการณ์
ทำงานในด้านนี้เป็นเวลานาน บางคนทำงานตั้งแต่เป็นลูกจ้าง ปัจจุบันบางคนก็เป็นนายทหารสัญญาบัตรแล้ว
            ๓. มีความรู้เพียงเล็กน้อย/ไม่มีเลย เนื่องด้วยทำงานในด้านธุรการที่ไม่เกี่ยวข้องกับสายงานคอมพิวเตอร์

                          ความประทับใจ และยากที่จะลืมที่ดลใจว่าต้องศึกษาคอมพิวเตอร์ให้ได้ในระดับหนึ่ง คือ
มีกำลังพลของหน่วยได้สอบถามว่า “มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ในระดับไหน?”   ซึ่งโดยข้อเท็จจริงก่อนมา
รับราชการที่หน่วยนี้ เพื่อนของกระผมที่เป็นเพื่อนรักกันมาก เป็นห่วงได้กรุณามอบตำราพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์
มาให้ ๒ - ๓ เล่ม แต่ด้วยอุปนิสัยของข้าพเจ้าไม่ชอบการอ่าน จึงไม่ได้ศึกษามาก่อนคงเก็บไว้ที่ท้ายรถส่วนตัวของ
ข้าพเจ้า นึกแล้วก็สมเพศตัวเอง หากศึกษามาก่อนบ้างคงไม่ได้ยินคำกล่าวแบบนี้

                          ผู้บังคับบัญชา และนายทหารผู้ใหญ่ของหน่วยนี้เคยปรารถสมควรศึกษาเพิ่มเติมในเรื่อง
วิทยาการคอมพิวเตอร์ ซึ่งขณะนั้นที่หน่วยนี้เปิดสอนในทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ขณะนั้นข้าพเจ้ายัง
ไม่สนใจเท่าไร? คิดว่าระดับผู้บริหารคงไม่จำเป็น (นี่คือความคิดที่ผิด) โดยข้อเท็จจริงระดับผู้บริหารที่ทำงาน
เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ต้องศึกษาและติดตามเทคโนโลยีด้านนี้อย่างลึกซึ้งมองภาพรวม ตลอดจนรับทราบหรือ
สั่งการต่อผู้ใต้บังคับบัญชาได้อย่างถูกต้อง

                          ความน้อยใจต่อผู้บังคับบัญชา เมื่อข้าพเจ้าปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายเสนาธิการ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นมือ,
สมองให้กับผู้บังคับบัญชา เสนอแนะแนวทางการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในหน่วยงานหรือทิศทางในอนาคตแล้ว
ผู้บังคับบัญชาไม่มีความเชื่อมั่น สู้พวกที่ดำรงตำแหน่งทางเทคนิค ซึ่งอาจไม่รู้จริง แถมตำหนิ “ คุณอย่าไปยุ่งกับ
อาชีพหลักของเขา พวกเขาเรียนมาเขารู้ดี” จึงมีความคิดในใจว่า ผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานเราถูกหลอกหรือเปล่า?

                          อีกประเด็นหนึ่งมีนายทหารหลายนายที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี,โท ด้านคอมพิวเตอร์ สนใจที่จะศึกษาในหลักสูตรฝ่ายเสนาธิการของเหล่าทัพ (ซึ่งข้าพเจ้าพิจารณาแล้วไม่มีความจำเป็นเพราะศึกษามาแล้วก็มิได้นำมาใช้ เนื่องด้วยต้องทำงานเทคนิคเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มิได้ทำงานด้านฝ่ายอำนวยการเหมือนดั่งนายทหารที่จบจากโรงเรียนเหล่าโดยตรง) จึงคิดว่า ทำไมนายทหารฝ่ายเทคนิคพวกนี้ จึงอยากเรียนหลักสูตรฝ่ายอำนวยการ และเมื่อเรียนแล้ว ก็ศึกษาจนจบได้รับประกาศนียบัตรด้วย หากคิดในแง่มุมกลับ เราจบการศึกษาจากโรงเรียนเหล่าจบหลักสูตรฝ่ายเสนาธิการมาแล้ว ก็น่าจะศึกษาหลักสูตรระดับปริญญา สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ได้เช่นเดียวกัน

                          แนวความคิดประกอบความตั้งใจที่จะศึกษาระดับปริญญาด้านคอมพิวเตอร์จึงบังเกิดขึ้น ระดับปริญญาตรีถูกยกเลิกในสมองคงต้องการศึกษาในระดับปริญญาโทและก็คิดว่าแค่นี้คงพอเพียงไม่ต้องถึงกับระดับปริญญาเอก (งบประมาณจำกัด) ประกอบกับในปีการศึกษา ๒๕๓๘ ภาคเรียนที่ ๒ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังได้เปิดหลักสูตรหมวดวิชาเอกวิทยาการสารสนเทศ ระดับปริญญาโท (Information Science) ในแผนที่ไม่ต้องทำวิทยานิพนธ์ คือ เป็นแบบแผน ข. (ไม่มีวิทยานิพนธ์) ซึ่งเมื่อพิจารณาดูแล้ว เรียนแบบนี้อาจเรียนมากหน่อย ค่าใช้จ่ายอาจสูงกว่าเรียนแบบมีการทำวิทยานิพนธ์ แต่โอกาสจบมีมากกว่า ถ้าเราตั้งใจเรียน หรือมีผู้ร่วมชั้นที่เก่ง ประกอบกับหลักสูตรที่จะเรียนนี้ มีข้าราช การของกรมการสนเทศทหาร สมัครเรียนหลายคน และดูแล้วเก่ง ๆ ทั้งนั้น เช่น พันเอกกฤตศิลป์ บุรัมยากร, นาวาโทหญิง จินดา สระสมบูรณ์ แถมยังมีผู้ที่เรียนจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีด้านคอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหงมาแล้ว เช่น ร้อยตรี กลยุทธ งามโชคชัย, เรืออากาศตรี สามารถ หมัดนุรักษ์ เป็นต้น ก็คิดว่าถ้าตั้งใจเรียนประมาณ ๗๕% จบแน่ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกนโยบายและแผน กองนโยบายและแผน กรมการสนเทศทหาร กำลังจะก้าวไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน ก็มีอดีตผู้บังคับบัญชาเป็นห่วง เกรงว่าเมื่อเรียนแล้วจะมุ่งต่อการเรียน ละทิ้งงานประจำวัน ซึ่งเป็นงานหลัก และก็มีข้อแนะนำว่า เมื่อดำรงตำแหน่งผู้บริหารแล้ว รู้คอมพิวเตอร์เป็นพื้นก็พอ ๆ ด้านเทคนิคไม่จำเป็นต้องรู้มากก็ได้ ซึ่งเมื่อก่อนข้าพเจ้าก็คิดแบบนี้ แต่ขณะนี้กลับมีแนวความคิดว่า ก่อนที่เราจะสั่งให้ทำอะไรเราน่าจะรู้บ้าง เพื่อมิให้ลูกน้องหรือผู้ร่วมงานหลอก และอีกอย่างหนึ่ง ภาพในลักษณะการเป็นผู้นำ (Leadership) น่าจะดี จึงมุ่งมั่นจะเรียน แม้จะมีเสียงทักท้วง “คุณจะเรียนทำไม เงินค่าตำแหน่งก็ไม่จำเป็นต้องใช้วุฒินี้”

                          การที่จะเรียนระดับนี้จะต้องมีการเรียนวิชาพื้นฐานเพื่อนำไปใช้สอบเข้าในระดับปริญญาโทดังกล่าว โดยเสียค่าสมัครเรียนปรับปรุงพื้นฐาน จำนวน ๓,๐๐๐.- บาท เรียน ๒ วิชา คือ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐานสำหรับเทคโนโลยีสารสนเทศ และความรู้ทั่วไปทางคอมพิวเตอร์ โดยเริ่มเรียนตั้งแต่วันที่ ๒ ก.ย.๒๕๓๘

                          สถาบัน ฯ กำหนดสอบข้อเขียนในวันที่ ๑๓ ต.ค.๒๕๓๘ ซึ่งก็เพิ่งทราบ และมีประสบการณ์การสอบแบบมหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรกในชีวิต ผลการสอบผ่านได้เข้าเรียนโดยสถาบันฯ ได้จัดอาจารย์ที่มีคุณภาพมาสอนที่กรมการสนเทศทหาร (เนื่องจากเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างกองบัญชาการทหารสูงสุด กับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สมัยที่ พลตรี มนตรี สุภาพร อดีตเจ้ากรมการสนเทศทหาร ท่านทำไว้ ต้องขอขอบคุณในการมองการไกลของท่านเป็นอย่างสูง) แต่การเรียนแบบนี้ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าไปเรียนที่สถาบันฯ หลังจากผลการสอบข้อเขียน มีการประกาศผลสอบว่านักศึกษาระดับปริญญาโทรุ่นนี้ ผ่านการสอบข้อเขียนทุกนาย (ไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าผลคะแนนผ่านตามเกณฑ์ ที่กำหนดจริงหรือเปล่า) ต่อมาก็มีการสอบสัมภาษณ์ ซึ่งในวันที่สอบสัมภาษณ์ ( ๒๐ ต.ค.๓๘) มีอาจารย์สอบถามในเรื่องทั่ว ๆ ไปมีหัวข้อหนึ่งที่อาจารย์สอบถามข้าพเจ้าเกี่ยวกับ สาเหตุใดจึงสมัครเรียนในหลักสูตรนี้ ข้าพเจ้าตอบว่า “ต้องการพบกับความเสียใจ, ผิดหวัง” ซึ่งอาจารย์ที่สอบสัมภาษณ์ ก็งงมองข้าพเจ้า (สายตา) เป็นจุดเดียว ข้าพเจ้าเลยอธิบายให้ฟังต่ออีกถึงสาเหตุที่พูดเช่นนี้ ๓ ประการคือ
            ๑. ได้ทราบข่าวจากผู้ที่เรียนหลักสูตรนี้ รุ่นก่อนๆ ว่า หลักสูตรนี้จบยากต้องมีความบากบั่นจริง ๆ จึงจะสำเร็จ (โดยเฉพาะผู้ที่ศึกษานอกเวลาราชการ) จึงอยากทดลอง/เสี่ยงดูว่าตนเองจะเรียนได้ไหม?
            ๒. หากหลักสูตรดังกล่าวยากจริงจะไม่ให้ลูกเรียน
            ๓. ตัวข้าพเจ้าเองประสบความสำเร็จในการศึกษา และรับราชการมาโดยตลอด เช่นจบ ม.ศ.๓ จากโรงเรียนปทุมวิไลก็สอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ เมื่อจบจากโรงเรียนเตรียมทหารก็เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าได้ และในขณะที่เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ก็ได้รับการคัดเลือกจากผู้บังคับบัญชา เพื่อนๆ รุ่นเดียวกันและรุ่นน้อง ได้เป็นนักเรียนผู้บังคับบัญชาคือ หัวหน้ากองพัน (หัวหน้ากองพันที่ ๒) รองจากหัวหน้านักเรียนมา ๑ ระดับเท่านั้น เมื่อจบแล้วก็เข้ารับราชการในเหล่าปืนใหญ่ ตามที่ต้องการ เรียนหลักสูตรทางทหารตามกำหนด แต่บางหลักสูตรก็เข้ารับการศึกษาก่อนเพื่อน ส่วนใหญ่รุ่นเดียวกันจะเรียน เช่น หลักสูตรเสนาธิการทหารบก แนวทางการรับราชการก็ดีมาตลอด ก่อนที่จะเรียนหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ ในระดับปริญญาโทนี้ ก็กำลังจะได้ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน กรมการสนเทศทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด (อัตราพันเอก (พิเศษ)) เมื่อตั้งใจจะเรียนหลักสูตรนี้ จึงอยากพบความผิดหวังบ้าง (ซึ่งในตอนท้ายจะเล่าให้ฟังว่าได้พบแล้ว ความผิดหวังทำให้เกิดความรู้สึกเช่นไร)

                          จำนวนนักศึกษาที่เรียนมีจำนวนทั้งสิ้น ๓๕ นาย (กองบัญชาการทหารสูงสุด ๑๗ นาย (สท.ทหาร ๑๐ นาย), กองทัพบก ๘ นาย, กองทัพเรือ ๘ นาย และกองทัพอากาศ ๒ นาย) โดยสถาบันฯ ได้กำหนดขอบเขตเนื้อหาวิชาที่จำเป็นต้องศึกษาในระยะเวลา ๒ ปี โดยเริ่มเปิดเรียนเมื่อวันที่ ๒๗ ต.ค.๓๘

                          เมื่อเริ่มเรียน แรกๆ ก็ทุ่มเท มีเวลาให้การเรียนมาก ต่อมาด้วยความสำคัญของหน้าที่ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน ทำให้บางชั่วโมงเรียนไม่ต่อเนื่อง แต่ก็โชคดีที่นักศึกษาที่เรียนด้วยมีคนเก่งและขยัน ซึ่งจะขอออกนามไว้สัก ๒ ท่าน คือ พันเอกกฤตศิลป์ บุรัมยากร และ นาวาโทหญิง จินดา สระสมบูรณ์ โดยบุคคลแรกขยันมาก มีการจัดทำบันทึกเทป ทั้ง วีดีโอ และเทปคลาสเสทตลอดชั่วโมงการสอน รวมทั้งท่านมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษ และชอบแปลตำราด้วย ส่วนอีกท่านหนึ่งคือ นาวาโทหญิง จินดาฯ (กลิ้ง) นั้น ขยัน Lecture เก่ง ข้าพเจ้านั่งฟังอาจารย์พูดอย่างเดียว แล้วยืม Lecture ของกลิ้งไปลอก หรือ Copy เป็นที่น่าตลกในใจตนเอง เมื่อข้าพเจ้า Lecture ตามที่อาจารย์สอน เมื่อนำมาอ่านแล้วไม่รู้เรื่อง แต่พอเอา Lecture ของกลิ้งมาอ่านกลับเข้าใจดี จึงไม่ Lecture เอง และพูดเป็นเชิงตลกกับนักศึกษาร่วมชั้นว่า “อย่าให้กลิ้งขาดการเรียนในแต่ละชั่วโมง” มิใช่เฉพาะข้าพเจ้าคนเดียวเท่านั้น นักศึกษาร่วมชั้น ก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน

                          เรียนเรียนไปคิดเพียงแต่ต้องการได้ความรู้ศัพท์ทางวิชาการคอมพิวเตอร์ แค่นั้นคะแนนผลการสอบ เป็นผลพลอยได้ ต่อมาได้ข่าวที่ไม่ค่อยดีนักจากสถาบันฯ ที่เรียน คือจะมีการสอบภาษาโปรแกรม คือ ภาษา C ด้วย ซึ่งตอนแรกก่อนที่จะเรียนมิได้กำหนดไว้ ทำให้พวกเราไม่พอใจ เพราะคิดว่าเรียนระดับนี้ มิจำเป็นต้องเป็นนัก Programmer ก็ได้ ควรรู้ใน scope กว้าง ๆ ก็พอ แต่อาจเป็นความหวังดีของสถาบันฯ ต้องการให้พวกเรารู้มาก ๆ และชอบพูดเปรียบเทียบกับ

                          นักศึกษาภาคปกติเสมอว่า “ทำไมภาคปกติจึงทำได้” (จะเหมือนกันได้อย่างไร ภาคปกตินั้นเรียนอย่างเดียว งานก็ไม่ได้ทำ เวลามีมากกว่าพวกเรามากหลายสิบเท่า)

                          ดังที่กล่าวตอนต้น งานในหน้าที่ก็มาก มีการขาดเรียนบ้างในบางชั่วโมง แต่การเรียนในวันหยุดทั้งที่อาจารย์จากสถาบันฯ มาสอนที่หน่วย หรือไปเรียนห้อง Lab ที่สถาบันฯ ข้าพเจ้าไม่เคยขาด อยากทำเป็นตัวอย่างที่ดีต่อนักศึกษาร่วมชั้น และอาจารย์ที่มาสอนให้เห็นว่าข้าราชการทหารมีระเบียบวินัยดีเช่นไร

Back to Top

สาขาวิชาที่ศึกษา

            ภาคเรียนที่ ๒/๒๕๓๘
                  ๑. Information System Development = ๓ หน่วยกิต
                  ๒. Computer Network Technology = ๓ หน่วยกิต
                  ๓. Business Systems and Information Management = ๓ หน่วยกิต

            Summer (ภาคเรียนที่ ๓/๒๕๓๘)

                  ๔. Information Systems Concepts = ๓ หน่วยกิต

            ภาคเรียนที่ ๑/๒๕๓๙

                  ๕. Management Information Systems = ๓ หน่วยกิต
                  ๖. Advanced Database Systems = ๓ หน่วยกิต
                  ๗. Seminar ครั้งที่ ๑ = ๑ หน่วยกิต
                  ๘. Client-Server Systems Development = ๓ หน่วยกิต

            ภาคเรียนที่ ๒/๒๕๓๙

                  ๙. Software Engineering = ๓ หน่วยกิต
                  ๑๐.Seminar ครั้งที่ ๒ = ๑ หน่วยกิต
                  ๑๑.Computer Graphics = ๓ หน่วยกิต
                  ๑๒. Operating Systems = ๓ หน่วยกิต

            ภาคเรียนที่ ๑/๒๕๔๐

                  ๑๓. Distributed Information Systems = ๓ หน่วยกิต
                  ๑๔. System Development Project = ๓ หน่วยกิต

Back to Top

งบประมาณที่ใช้


                  ๑. ค่าสมัครสอบคัดเลือก (๑๘ ก.ย.๓๘) = ๒๐๐.- บาท
                  ๒. การศึกษาภาคปลายปี ๓๘ (๑๐ พ.ย.๓๘) = ๔,๑๒๐.- บาท
                  ๓. เงินอุดหนุนภาคการศึกษาที่ ๒/๓๘ (๑๐ พ.ย.๓๘) = ๓๕,๐๐๐.- บาท
                  ๔. การศึกษาภาคฤดูร้อน ปี ๓๘ (๒๗ มี.ค.๓๙) = ๑,๕๒๕.- บาท
                  ๕. การศึกษาภาคต้นปี ๓๙ (๒๔ พ.ค.๓๙) = ๓,๙๐๐.- บาท
                  ๖. เงินอุดหนุนภาคเรียนการศึกษาที่ ๑/๓๙ (๒๔ พ.ค.๓๙) = ๓๕,๐๐๐.- บาท
                  ๗. การศึกษาภาคที่ ๒ ปี ๓๙ (๒๔ ต.ค.๓๙) = ๓,๗๕๐.- บาท
                  ๘. เงินอุดหนุนภาคการศึกษาที่ ๒/๓๙ (๒๔ ต.ค.๓๙) = ๓๕,๐๐๐.- บาท
                  ๙. การศึกษาภาคต้น ปี ๔๐ (๒๒ พ.ค.๔๐) = ๔,๕๐๐.- บาท
                  ๑๐. เงินอุดหนุนภาคการศึกษาที่ ๑/๔๐ (๒๒ พ.ค.๔๐) = ๓๕,๐๐๐.- บาท
                  ๑๑. การศึกษาภาคที่ ๒ ปี ๔๐ (๑๐ พ.ย.๔๐) = ๑,๙๐๐.- บาท
                  ๑๒. รักษาสภาพนักศึกษา (๒๒ พ.ค.๔๑) = ๑,๙๐๕.- บาท
                  รวมทั้งสิ้น = ๑๖๑,๘๐๐.-บาท
หมายเหตุ (ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการจัดหาตำราเพิ่มเติม, การถ่ายเอกสาร Lecture ของอาจารย์ผู้สอนและเอกสารโครงการ)

Back to Top

ความผิดหวัง


ผลการสอบแต่ละวิชาผ่านมาด้วยดีตลอด ก็ด้วยความช่วยในการติวของเพื่อนร่วมชั้น บางวิชาไม่มั่นใจ เช่นวิชา File Structure Data Structure ซึ่งเรียนในช่วง Summer ก็ผ่านมาด้วยดี แต่การเริ่มผิดหวัง จะเริ่มต้นเกิดขึ้นจำนวน ๔ ครั้ง ดังนี้
            ๑. เริ่มแรกการสอบภาษา C ครั้งแรก ไม่ผ่าน ผ่านเพียงแค่ ๖ คน เท่านั้น ก็คิดตอนนั้นว่าไม่เป็นไรเพราะผู้ที่ไม่ผ่านมีคนเก่งอีกหลายๆ คน เช่น นาวาโทหญิง จินดาฯ, นาวาอากาศตรี อุกฤษฎ์ ฯ, (ระดับนัก Programmer ของหน่วย) ฯลฯ ข้าพเจ้ารู้สึกไม่ชอบภาษา C เป็นอย่างมาก แต่เพื่อให้ผ่านลงทุนไปเรียนภายนอกจากสถาบันสอนหนังสือ BBC (บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ) แต่สอบแล้วก็ยังไม่ผ่าน คนที่เรียนด้วยกันสอบได้ตามลำดับ นึกน้อยใจ/ผิดหวังในชีวิตการเรียน ทำไมเราจึงทำไม่ได้ สิ่งที่ยากกว่านี้ยังทำได้/ผ่านมาได้
            ๒. ความเสียใจ/ผิดหวังเป็นอย่างมาก คือ สอบ Comprehensive ครั้งแรกไม่ผ่าน (ไม่ผ่านทั้งรุ่นตกหมด เมื่อเทียบกับภาคปกติแล้วมีสอบผ่าน ๕๐% ของรุ่น) ก็เลยคิดว่าที่เราคิดว่าพร้อมก่อนสอบนั้น มิใช่พร้อมจริง เพราะการสอบ Comprehensive นั้น เป็นการสอบรวมหลายวิชา และนำเอาความรู้จากวิชาต่าง ๆ ที่เรียนมาแล้วมาประยุกต์ใช้ จึงพอจะคาดคะเนว่าที่เราพร้อมในการสอบทุก ๆ ครั้งที่ผ่านมานั้นไม่พร้อมจริงเท่าใด สำหรับการเรียนในหลักสูตรระดับนี้ (หากสอบทั้ง Comprehensive และสอบ Oral (ปากเปล่า) ผ่านก็ไม่ต้องสอบภาษา C)
            ๓. ความผิดหวังต่อมาก็คือทางสถาบันฯ ประกาศว่า หากนักศึกษาไม่สามารถสอบผ่านภาษา C ได้จะไม่มีสิทธิ์สอบ Comprehensive โดยเฉพาะที่จะสอบ Comprehensive ครั้งที่ ๒ ประมาณ เม.ย.๔๑ ซึ่งข้าพเจ้าก็สอบไม่ผ่านภาษา C จึงไม่มีสิทธิ์สอบ Comprehensive ครั้งที่ ๒ แถมยังมีข้าราชการของหน่วยสอบถามหลายคน ก็คงตอบได้เพียงว่ายังไม่พร้อม ซึ่งข้อเท็จจริงงานมากช่วงที่จะมีการสอบ จึงไม่พร้อมใน ๒ ประการ คือ
            ๑. ไม่ผ่านการสอบภาษา C
            ๒. ไม่ได้ดู/ติวหนังสืออย่างจริงจัง
พวกข้าราชการทหารที่อยู่หน่วยเดียวกันได้สอบ Comprehensive และ Oral (ปากเปล่า) ซึ่งผ่านครั้งที่ ๒ และจะได้รับพระราชทานปริญญาบัตรก่อนมี ๓ นาย คือ
            ๑. พันเอก กฤตศิลป์ บุรัมยากร
            ๒. ร้อยโท กลยุทธ งามโชคชัย
            ๓. เรืออากาศโท สามารถ หมัดนุรักษ์
            ๔. ความผิดหวังประการสุดท้ายของการเรียนหลักสูตรนี้ เมื่อสอบภาษา C ผ่าน (สอบทั้งหมด ๕ ครั้ง) มีสิทธิ์สอบ Comprehensive ครั้งที่ ๒ (เป็นครั้งที่ ๓ ที่สถาบัน ฯ จัดให้มีการสอบ) ผลปรากฎสอบผ่าน แต่สอบ Oral (ปากเปล่า) ไม่ผ่าน ซึ่งสอบปากเปล่าอาจารย์จะถามอะไรก็ได้ที่เรียนมา ข้าพเจ้าอ่อน/ไม่เข้าใจลึกซึ้งวิชา Database อาจารย์ถามมาตอบไม่ตรงประเด็น จึงตกการสอบปากเปล่านี้ให้สอบ ๒ ครั้ง หากไม่ผ่านต้องไปสอบ Comprehensive ใหม่ (เมื่อเทียบกับเพื่อนที่สอบด้วยกัน เค้าได้กันเป็นส่วนใหญ่) หลังจากนั้นมาทบทวนพิจารณาตัวเองเพิ่มเติมดูหนังสือมากขึ้นสอบแก้ตัว Oral อีกครั้ง ผลการสอบปากเปล่าครั้งที่ ๒ (แก้ตัว) อาจารย์ที่สอบถามคงสงสาร เพราะขณะนี้ดำรงตำแหน่งรองเจ้ากรมการสนเทศทหารแล้ว ก็ให้ผ่านไปด้วยดี แต่ก็ต้องท่องความหมาย/คำจำกัดความของวิชาที่ไม่ค่อยทราบอย่างแท้จริงมากสาเหตุประการหนึ่งที่สอบ Oral ครั้งแรกไม่ผ่าน เพราะได้ข่าวจากรุ่นที่เรียนด้วยกันและสอบผ่านแล้ว เค้าบอกว่าสอบปากเปล่าอาจารย์จะถามว่านักศึกษาทำงานอยู่ในระดับใดจะนำไปใช้กับการปฏิบัติงานได้อย่างไร? ซึ่งข้าพเจ้าอยู่ในระดับผู้บริหารของหน่วย จึงเตรียมไว้ในระดับผู้บริหารที่ควรทราบ แต่เมื่อถึงเวลาจริง สอบถามแบบนักศึกษาทั่วๆ ไป

Back to Top

                                    ความภูมิใจ


            ๑. ผ่านการสอบคัดเลือกเข้ารับการศึกษาในสาขาวิชานี้
            ๒. ระหว่างการเรียน ได้มีส่วนช่วยเหลือนักศึกษาร่วมชั้นในการเรียนบางวิชาที่ต้อง ขอความกรุณาจากอาจารย์ผู้สอน
            ๓. แสดงลักษณะผู้นำ (leadership) ให้นักศึกษาที่เป็นทหาร ซึ่งมาจากหน่วยทหารภายนอกได้เห็น
            ๔. ความมานะพยายามในการสอบภาษา C ให้ผ่าน
            ๕. ผลการสอบในแต่ละวิชาไม่ติดเกรด C (อย่างต่ำเกรด B)
            ๖. ผ่านการสอบวิชา File Structure และ Data Structure ของ อ.สุรสิทธิ์ วรรณไกรโรจน์
            ๗. ผ่านการสอบ Comprehensive ครั้งที่ ๒ (ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไร)
            ๘. ผ่านการสอบปากเปล่า (Oral)
            ๙. ผู้บังคับบัญชา, ผู้ร่วมงาน และผู้ใต้บังคับบัญชา มีความมั่นใจในตัวเรา และให้ ความร่วมมือในการทำงานโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับวิชาการ Computer มากขึ้น



ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ


            ๑. กำลังพลในทุกระดับ (ผู้บริหาร, เจ้าหน้าที่เทคนิค และทั่วไป) มีความเชื่อมั่นในตัวผู้เขียนว่ารู้จริง เมื่อสั่ง/ขอร้องให้ทำอะไรจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
            ๒. ให้ข้อพิจารณา/ข้อเสนอแนะต่อผู้บังคับบัญชา เกี่ยวกับทิศทางเทคโนโลยีที่จะไปในอนาคตว่าควรจะเป็นรูปแบบใด
            ๓. มีความเข้าใจในด้านสถาปัตยกรรมของคอมพิวเตอร์ ทั้งในด้าน Hardware, Software และ Network



Back to Top

ท่านสามารถติชมและ ส่งข้อคิดเห็นได้ที่ พล.ต.สุริยน เผือกสกนธ์