[ หน้าแรก | ข้อมูลประวัติส่วนตัวโดยสังเขป | บทความที่น่าสนใจ | ทำไมผมจึงเรียนปริญญาโทด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ | ระบบงานติดตามหนังสือราชการ | ข้อมูลเตรียมทหารรุ่น ๑๓ | เหตุการณ์ที่น่าระทึกใจ ]

ความหมายของ “ทรัพย์” ในทางพระพุทธศาสนา
พลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์

 

เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๒ ผมได้มีโอกาสชมรายการ “ตามหาแก่น-ธรรม” ทางสถานีโทรทัศน์สี ช่อง๑๑ซึ่งดำเนินรายการโดยดร.เจิมศักดิ์ปิ่นทองในรายการนี้ได้มีหยิบยกปัญหาเกี่ยวกับการบริจาคทรัพย์สินเงินทองให้แก่วัดธรรมกายอยู่หลายประเด็นและได้มีผู้ร่วมรายการท่านหนึ่งซึ่งเป็นสาวกของวัดนี้ได้ลุกขึ้นมาตอบโต้ชี้แจงประเด็นข้อกล่าวหาเกี่ยวกับหลักฐานการโฆษณาเชิญชวนให้มีการทำบุญโดยใช้ข้อความในลักษณะโอวาทของพระธัมมชโยภิกขุ เจ้าอาวาส เชิญชวนให้คนมาทำบุญแบบที่เรียกว่า “ทุ่มให้หมดตัว” มีทรัพย์สมบัติเท่าไรให้เอามาทำบุญกับวัดธรรมกายให้หมด...บุญนั้นจะเป็นพลังแรงมากเที่ยวดูดทรัพย์จากพวกที่มีบุญน้อยมาอยู่ที่เราหมด...ในทำนองว่า คำว่า “ทรัพย์” ตามคำโฆษณาของวัดนั้น มิได้หมายความว่า “โภคทรัพย์” ซึ่งได้แก่ ทรัพย์สินแก้วแหวนเงินทอง แต่หมายถึง “อริยทรัพย์” ตามหลักพระพุทธศาสนา เมื่อฟังแล้วก็ดูน่าเลื่อมใสสำหรับผู้ที่สนใจกำลังเริ่มศึกษาและปฏิบัติธรรม และดูจะมีเหตุผลสำหรับผู้ที่ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมมาแล้วพอสมควร

แต่ท่านผู้ที่ได้กล่าวแก้ข้อหานี้คงจะลืมไปว่า ผู้ที่เริ่มจะเลื่อมใสศรัทธาในวัดธรรมกาย และสมัครเข้าเป็นสาวกเบื้องต้นๆ ทั้งหมดที่ได้ยินยอมบริจาคเงินทองร่วมทำบุญกับวัดนี้นั้นยังไม่ได้รับการศึกษา และรับฟังคำสอนจากพระอาจารย์ตามหลักพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง จนสามารถแยกแยะได้ว่า สิ่งใดคือ “โภคทรัพย์” และสิ่งใด คือ “อริยทรัพย์”

ในพระพุทธศาสนานั้น ท่านได้จำแนกข้อแตกต่างของทรัพย์ทั้งสองประเภทที่ได้แสดงไว้ในพระไตรปิฎกในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอริยทรัพย์ ๗ ไว้ดังนี้

๑. สัทธาธนัง หมายถึง ความศรัทธาที่จะใฝ่หาความจริงต่างๆ ตาม หลักพระพุทธศาสนา เป็นทรัพย์สินทางใจ

๒. สีลธนัง หมายถึง การรักษาศีล ไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดเนื้อ ร้อนใจเป็นทรัพย์สินทางใจ

๓. หิริธนัง หมายถึง การละอายต่อบาปเป็นทรัพย์สินทางใจ

๔. โอตตัปปธนัง หมายถึง ความเกรงกลัวต่อบาปเป็นทรัพย์ทางใจ

๕. สุตธนัง หมายถึง การหมั่นศึกษา ค้นคว้า สดับตรับฟังในวิชา การต่างๆ เป็นทรัพย์สินทางใจ และปัญญา

๖. จาคธนัง หมายถึง การเสียสละ การบริจาคเพื่อกำจัดความโลภ เป็นทรัพย์ทางใจ

๗. ปัญญาธนัง หมายถึง ทรัพย์สินทางปัญญา จะเห็นได้ว่า “อริยทรัพย์” ตามหลักพระพุทธศาสนาเป็นทรัพย์สินทางใจทั้งสิ้น

ส่วนในเรื่อง “โภคทรัพย์” นั้น ท่านหมายถึง ทรัพย์สินแก้วแหวนเงินทองในรูปธรรมทั้งสิ้น ท่านได้แสดงไว้ว่า มีอยู่ ๕ ประการ ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน คือ เพื่อเลี้ยงตน บริหารตนเองให้เป็นสุข เอิบอิ่มโดยชอบ ๑ เลี้ยงมารดาบิดา บริหารให้ท่านเป็นสุข เอิบอิ่มโดยชอบ ๑ เลี้ยงบุตรภรรยา คนใช้ คนงาน และบริวาร บริหารให้เขาเหล่านี้เป็นสุข เอิบอิ่ม เป็นสุขโดยชอบ ๑ เลี้ยงมิตรและอำมาตย์ บริหารให้เขาเหล่านี้เป็นสุข เอิบอิ่มโดยชอบ ๑ ย่อมบำเพ็ญทักษิณาทานที่มีผลเลิศเป็นทางสวรรค์ มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ ในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ๑ นอกจากนี้ ยังได้ปรากฏอยู่ในสุภากัมมารธีตาเถรีคาถา (คาถาสุภาษิตของนาง สุภากัมมารธีตาเถรี) ไว้ว่า

“...เงินหรือทองคำ ย่อมไม่มีเพื่อความสงบใจแม้แก่บุคคลนั้น เงินและทองคำนั้น เป็นของไม่สมควรแก่สมณะ ไม่เป็นอริยทรัพย์ แท้จริงทองคำและเงินนี้ เป็นเหตุให้เกิดความโลภ นำมาซึ่งความมัวเมา ให้เกิดความลุ่มหลง เป็นเครื่องให้กำหนัดพัวพัน มีความระแวง มีความคับแค้นเป็นอันมาก และไม่มีความยั่งยืนมั่นคง ก็คนทั้งหลายผู้ยินดีในทรัพย์นั้น ชื่อว่าเป็นผู้ประมาท มีใจเศร้าหมอง ต่างผิดใจต่อกันและกัน กระทำความบาดหมาง ทะเลาะวิวาทกันเป็นอันมาก การฆ่ากัน การถูกจองจำ การถูกลงโทษมีการตัดมือและเท้าเป็นต้น ความเสื่อมเสีย ความเศร้าโศกร่ำไร ความฉิบหายวอดวายเป็นอันมาก...”

เมื่อได้พิจารณาตามความที่ได้แสดงไว้ในพระไตรปิฎก และตามพระคาถาสุภาษิตดังกล่าวข้างต้น และได้นำเอามาเปรียบเทียบกับข้อความโฆษณาเชิญชวนของวัดธรรมกายให้มีการทำบุญโดยใช้ข้อความในลักษณะโอวาทของพระธัมมชโยภิกขุ เจ้าอาวาส เชิญชวนให้คนมาทำบุญแบบที่เรียกว่า “ทุ่มให้หมดตัว” มีทรัพย์สมบัติเท่าไรให้เอามาทำบุญกับวัดธรรมกายให้หมด...บุญนั้นจะเป็นพลังแรงมาก เที่ยวดูดทรัพย์จากพวกที่มีบุญน้อยมาอยู่ที่เราหมด...ย่อมจะเป็นข้อชี้ชัดถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงว่า วัดธรรมกายต้องการให้ผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาบริจาคทรัพย์ประเภทไหนกันแน่

*********************

เรียบเรียง ณ วันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๒

กลับไปต้นหน้า